Debug – Debugger สิ่งนี้คืออะไร

จากที่ผมเขียนเกี่ยวกับ IDE (Integrated Development Enviroment) ไปแล้วนั้น ผมได้เน้นว่าอยากให้ศึกษาเรื่อง  Debugger เพิ่มขึ้น มาคราวนี้เลยขอลงรายละเอียดเลยนะครับ

debug.png

เคยมีโค๊ชที่ผมรู้จักท่านนึงกล่าวไว้ว่าการ Debug นั้นคือศาสตร์มืด เพราะมันเป็นการโกงและไม่ทำให้ Code มีการพัฒนาไปในทางที่เหมาะสม เพราะพอโกงชนะก็มักจะขี้เกียจแก้ Code ให้มันเขียน Unit Test ดีๆได้

แต่ผมคิดว่ามันคือเครื่องมือที่ช่วยเรามากกว่าครับ 🙂

การ Debug ก็คือการวิเคราะห์หาข้อผิดพลาดของ Code ของเราที่มันทำงานไม่ถูกต้องอย่างที่เราคิด ยกตัวอย่างเช่น เราคาดหวังว่า Function จะคำนวณผลมาแบบนึง แต่เราได้ค่าที่ไม่ตรง..หรือว่าเรากดปุ่มนึง แต่ข้อมูลดันออกอีกแบบนึง รวมถึงเวลาต้องการทำความเข้าใจ Workflow ของ Code ที่เราไม่คุ้นเคย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถ้ารู้จักวิธีการ Debug ก็จะทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น

แล้ว Debug กันยังไง? วิธีการ Debug นั้นมีหลายวิธีครับ ขอพูดถึงเฉพาะวิธีที่น่าจะใช้กันบ่อยๆกัน

  1. ไล่ Code ดิบๆ – วีธีสุด Classic คือนั่งเปิด Code ดูแล้วก็รีวิวแบบคิดทุกอย่างในหัว ถ้า Code จุดนั้นไม่ซับซ้อนก็ใช้ได้เหมือนกันครับ
  2. Log – อีกหนึ่งวิธีสุด Classic ที่ใช้การเขียนตัวแปรลงไฟล์ หรือ Console ใช้ได้ดีมากครับ โดยเฉพาะถ้าเราต้องทำที่ระบบปิด เช่น เครื่องของ users หรือบน Production
  3. เช็ค Unit Test – วิธีที่ดีที่สุดและท้าทายที่สุด ซึ่งก็คือถ้าเจอ Bug ก็เพิ่ม Test Case ให้สามารถฟ้องว่าเจอ Bug ได้แล้วก็ทำการแก้ Code ให้ Test ผ่าน จากนั้นเราก็จะได้ Test ที่มันครอบคลุมมากขึ้น
  4. ใช้ Debugger – ซึ่งเป็นสิ่งที่จะพูดถึงต่อไปครับ

Debugger คืออะไร? มันก็คือเครื่องมือช่วยเหลือในการแก้ Bug หรือไล่ Workflow ต่างๆ ซึ่งโดยปกติแล้ว IDE นั้นจะมี Debugger ติดมาให้ด้วยอยู่แล้วสังเกตดูจากเมนูของ IDE ต่างๆครับ จะมีเมนูชื่อ Debug อยู่

เช่น…

Screen Shot 2559-07-19 at 11.58.29 AM.png
Debug ใน XCode
vsdebug
Debug ใน Visual Studio
chromedebug.png
Debug ใน Google Chrome (Developer Tools)

แต่สำหรับ Windows ถ้าไม่อยากลงโปรแกรมแบบหนักๆแบบ Visual Studio เช่นต้องไป Debug  ที่เครื่องของ User ก็มี WinDbg ที่เป็น Debugger แบบ Stand Alone แต่มันค่อนข้าง Advanced มากและเป็น Command Line ผมขอยังไม่พูดถึงนะครับ

ขอทิ้งท้ายไว้กับสิ่งที่ต้องรู้สำหรับการเป็นนัก Debug ละกัน ใครยังไม่รู้จักตัวไหนเจอกันครั้งหน้าครับ

  1. Debug กับ Run
  2. Break Point สกัดจุดหยุดทุกสิ่ง
  3. Call Stack
  4. 3 Steps – Step Over, Step Into, Step Out
  5. หน้าต่าง Watch, Autos, Locals

“If debugging is the process of removing bugs, then programming must be the process of putting them in.” – Edsger W. Dijkstra

ถ้าการ Debug เป็นการจัดการ Bug ให้หมดไป ถ้างั้นการเขียนโปรแกรมก็เป็นการเพิ่ม Bug เข้าไป!

Advertisements

IDE หนึ่งในสิ่งพื้นฐานควรรู้ของ Developer

Developer คนไหนไม่รู้จัก IDE บ้าง? ถ้าคนๆนั้นเป็นคุณก็…..อ่านต่อเถอะครับ 🙂
ส่วนถ้ารู้แล้วก็ลองอ่านเล่นๆดูได้ครับ

IDE ย่อมากจาก Integrated Development Enviroment ซึ่งก็คือเครื่องมือที่ Developer ใช้ในการพัฒนา Software แบบครบวงจร เช่น Visual Studio, XCode, Netbean, Eclips, Xamarin และอื่นๆ

โดยความสามารถหลักๆ ของ IDE ผมขอแบ่งเป็น 4 อย่างใหญ่ๆละกัน

  1. Editor – เอาไว้เขียน Source Code รวมถึงพวก Syntax Hilight, Auto-Complete
  2. Compiler – เอาไว้ Build โปรแกรมจาก Code ไปเป็น Binary
  3. Debugger – เอาไว้ใช้ในการแก้หาวิธีในการแก้ Bug
  4. Tools – เครื่องมือช่วยต่างๆ เช่น Refactoring, จัดหน้าจอหรือ Visual Design, การทำ UML, ดู Database รวมถึงพวกทำ Static Code Analysis และการสร้าง Document จาก Code

มาถึงตรงนี้แล้วมีใครใช้ IDE ครบ 4 อย่างมั้ยครับ….จากประสบการณ์ของผมแล้วน้องๆ Developer  ส่วนใหญ่จะรู้จักมันในฐานะข้อ 1 และ 2 เท่านั้น

ซึ่งผมอยากแนะนำสำหรับคนที่ยังไม่ได้ลองใช้ความสามารถของ IDE ในการเป็น Debugger ควรจะหาเวลาไปเรียนรู้ไว้ครับ เพราะมันจะช่วยทำให้คุณแก้ Bug รวมถึงพัฒนา Feature ที่ซับซ้อนได้เร็วขึ้นจริงๆ

แต่ช้าก่อน…..ถ้าท่านที่สามารถทำงานกับโปรเจคขนาดใหญ่โดยไม่ต้องใช้ Debugger ได้ผมนับถือมากครับ แสดงว่า  Source Code น่าจะมี Unit Test ครบ 100% ซึ่งทำให้เจอBug ได้จาก Unit Test และไม่ต้องพึ่งการ Debug

นี่คือ Utopia of Software – Software ในอุดมคติเลย!